แถมมาอีกข้อ ก็คือ ความดันขึ้น
เราหมายถึง Metabolic syndrome นะ
เหมือนคนเอเชีย visceral fat จะเยอะเมื่อเทียบกับ cutaneous fat ฉะนั้น ต้องบอกว่าคนเอเชีย อ้วนง่าย ^ ^
วัดรอบเอว ให้วัดรอบเอวจริงๆนะ ไม่ใช่ความยาวเข็มขัด หรือว่าขนาดกางเกง เพราะมันไถลลงไปเรื่อยๆได้ แล้วก็ Waist-to-Hip ratio เป็นค่าบอกความอ้วนที่ไม่ดีเลย
ความอ้วนก็มี -- อ้วนที่ขา กับอ้วนที่ตัว ถ้าอ้วนที่ตัว ก็แปลว่า fat ในช่องท้องเยอะ นะ
อ้วนพองๆที่พุงเยอะๆ เกี่ยวข้องกับ Coronary heart disease นะ
ถ้า fat ไปสะสมใน liver ก็ fatty liver disease ตามมาด้วย ตับอักเสบ ตับแข็ง แล้วก็ Hepatocellular carcinoma ได้
ถ้าลองตรวจ ก็พบว่า Liver enzyme ผิดปกติ
ขู่ไว้ -- Metabolic syndrome เป็น Coronary Heart Disease Equivalent คือ ทำให้หัวใจขาดเลือด (MI) ได้เท่ากับว่า หลอดเลือดหัวใจมีปัญหาอยู่แล้ว
อีกกลุ่มหนึ่งเป็นปัญหา -- Pre-diabetes ก็มีความเสี่ยงต่อ โรคหัวใจ เพราะปัญหา macrovascular เกิดตั้งแต่ก่อนเป็นเบาหวานอยู่แล้ว
ปัญหา macrovascular ที่ว่า ก็อย่างเช่น ทำให้ความดันสูง ดูไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไร ก็เป็นสาเหตุทำให้ตายจากโรคหัวใจ
ปัญหา microvascular ทำให้ไตวาย ตัดขา ตาบอด ดูน่ากลัว แต่กลับเป็นสาเหตุให้ตายน้อยกว่า macrovascular ก็คือ โรคหัวใจ และกว่าจะเกิด ก็จำเป็นต้องมีน้ำตาลสูงๆด้วย
ค่าอื่นๆที่ใช้วัดความอ้วนก็มี insulin resistance, ค่าแสดงถึงการอักเสบ (เช่น CRP)
แล้วก็มีปัจจัยเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย
ความเสี่ยงยังมีอีกอย่าง -- สูบบุหรี่, จริงๆเรื่อง ดื่มเหล้า ก็เกี่ยวนะ
Insulin resistance นอกจากดูความอ้วนแล้ว ก็ยังมี -- ดูน้ำหนักตัวของลูก ดูพ่อแม่ เป็นต้น
ส่วนเรื่องการอักเสบ -- ลองดู ถ้า adipocyte ตาย จะเกิดอะไรขึ้น inflammatory cells จะมากินมัน เพื่อปริมาณเซลล์ เพื่อปริมาตร เนื้อเยื่อไขมันก็จะโตเอ๊า โตเอา
เนื่อเยื่อไขมันถูกกระตุ้นมากขึ้น ก็จะปล่อยสารทำให้เลือดแข็งตัวง่าย (prothrombotic) มากขึ้น และร่างกายก็จะปรับตัวให้อิ่มยากขึ้นด้วย (ก็ fat เยอะอยู่แล้วแบบ chronic น่ะ)
นอกจากนี้ fat ก็กระตุ้นให้หลอดเลือดหดตัวด้วย
LDL ที่เป็นไขมันเลวเพิ่มจำนวนขึ้นได้ 2 ทาง -- ปริมาณ LDL-cholesterol กับ ขนาดอนุภาคเล็กลง ทำให้จำนวนเม็ด LDL มีจำนวนมากขึ้น
ฉะนั้น ค่า LDL-C จะปกติ ก็อย่าได้ประมาท
LDL เริ่มสะสมเป็น atherosclerotic plaque ตั้งแต่อายุ 20 ในบางคน (Phase I - Initiation) แต่กว่าจะมีปัญหาก็ตอนแก่ (Phase III - Complication)
LDL จะดึงเอา inflammatory cell เข้ามา ทำลาย vascular structure
HDL ล่ะ จะคอยปกป้อง -- 1. remove cholesterol, 2. anti-inflammatory effect มีการศึกษาบอกว่า HDL มีผลให้เกิด vasodilation ด้วย
ถ้าปล่อยมีการอักเสบ (CRP เยอะ) macrophage ก็จะ จับ LDL ได้เยอะมาก...
กลับมาตรวจร่างคนไข้ มี sign/symptom อีกอย่าง -- คอดำ (acanthosis nigricans) บอกถึง insulin resistance
เมื่อตรวจคนไข้ อาจใช้ Framingham risk score ประเมินความเสี่ยงในการเกิด CHD ในอีก 10 ปีข้างหน้า
การดูแล แนะนำ Therapeutic Lifestyle Changes (TLC)
- Alcohol 1-2 drink/ครั้ง ไม่เกิน 5 ครั้ง/สัปดาห์ ไม่มีการรวบมาดื่มทีละเยอะๆ + ดื่มเหล้าอย่างรับผิดชอบ -- ขับไม่ดื่ม, ท้องไม่ดื่ม, คุมจำนวนแก้วไม่ได้ไม่ดื่ม
- สัดส่วนอาหาร (Zimbabwe Hand Jive)
- Carbohydrate 2 กำปั้น
- ผัก 2 ฝ่ามือ
- เนื้อ/โปรตีน 1 ฝ่ามือ
- ไขมัน 1 นิ้วโป้ง
- ผักผลไม้หลากสี: ม่วง + แดง + เหลือง + ส้ม + เขียว + ขาว
- Fresh meat คือ เนื้อไม่ดอง
- ถั่วหลากชนิด ลดความเสี่ยง Cardiovascular disease
- Protein -- ถั่วเหลือง
- Carbohydrate -- ถั่วเขียว แดง ดำ
- MUFA -- ถั่วอื่นๆ
- น้ำมัน ใช้น้ำมันพืช ไม่แนะนำน้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม เลือกน้ำมันที่มี PUFA เยอะๆ
- ผลไม้ ถ้ามีเปลือกด้วย พยายามกิน เพราะมี insoluble fiber
- Aerobic 30 min/day 3-5 ครั้ง/week พอเหนื่อย แต่ยังพูดได้เป็นคำๆ
- ตอนแรกน้ำหนักอาจจะยังไม่ลดลง จะเริ่มต้นจาก glycogen storage ลดลงก่อน หลังจากนั้น muscle จะเพิ่ม เสร็จแล้ว fat ค่อยลด
อาจให้ยาอื่นๆอีก ลดความดัน ลดไขมัน และทำให้ใช้น้ำตาลมากขึ้น
ถ้า aspirin ใช้ไม่ได้ อาจพิจารณาให้ clopidogrel
NCEP -- National Cholesterol Education Program บอกว่า ให้คุม LDL-cholesterol ซะ
- Lower risk (Risk < 2 ข้อ) -- <160
- Moderate risk -- <130 (<100)
- High risk (Framingham 10-year risk >20%) -- <100 (<70)
ความดัน คุมให้อยู่ที่ >130/80 ถ้าเป็น DM (140/90 ถ้าไม่เป็น DM)
สรุป -- insulin resistance เป็น core component
No comments:
Post a Comment